ความจริง ถ้าผมยอมตื่นตั้งแต่ครั้งแรกที่โทรศัพท์ดังปลุกผม ไม่กดเลื่อนปลุกไปเรื่อยๆ ผมคงไม่ต้องรีบอย่างนี้หรอกมั้ง การวิ่งไปหน้าปากซอยโดยที่ถนนมีแต่น้ำอันเนื่องมาจากฝนเนี่ย ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีเท่าไรนัก แต่ทำไงได้ ตัวผมเองที่ผิด คงโทษใครไม่ได้แล้วละครับ

 

สถานีต่อไป... อโศก

ทั้งๆที่ปกติผมออกจะชื่นชมในความรวดเร็วของBTSแท้ๆ แต่ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกว่ามันช้าเหลือเกิน กี่โมงแล้วเนี่ย ถ้า... เอ๊ะ โทรศัพท์ผมละ ในกระเป๋ากางเกงไม่มี กระเป๋าเป้ก็ไม่มี กระเป๋าเสื้อไม่มีอยู่แล้ว อ้าว... กลายเป็นว่าผมลืมเอาโทรศัพท์มาด้วยซะงั้น เฮ้อ ทำไมซวยซับซวยซ้อนแบบนี้นะ

 

จริงอยู่ที่ผมไม่ใช่นักธุรกิจพันล้านถึงขนาดที่ขาดการติดต่อไม่ได้ แต่ผมก็ต้องขอบอกว่า ชีวิตประจำวันของผมทุกวันนี้ หากขาดโทรศัพท์ไปก็คงลำบากเยอะเลยล่ะครับ ไหนจะติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ เพื่อนที่เรียนด้วยกันก็ติดต่อไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงแฟน ป่านนี้คงงอนผมแล้วละที่โทรมาแล้วผมไม่ได้รับสายเธอ สุดท้าย ถ้าจะกลับไปเอาก็คงไม่ทัน เอาเป็นว่า ลองใช้ชีวิตที่ไม่มีมือถือดูสักวันละกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดสินะครับ

 

ช้ามากไอ้เชี่ย โทรไปเสือกไม่รับ ทำไรอยู่วะ

ไอ้ปอนด์เพื่อนผมสบถใส่เบาๆทันทีที่ผมหย่อนก้นลงนั่งข้างๆมัน สายตาได้แต่มองไปยังจอทีวีที่มีครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ ในมือได้แต่หยิบสมุดและดินสอออกมาอย่างเชื่องช้า

 

กูตื่นสาย ลืมเอาศัพท์มา โทดทีว่ะ

แค่เพื่อนก็ว่าผมซะขนาดนี้แล้ว คุณแฟนสุดที่รักจะไม่เอาผมตายเลยเหรอครับเนี่ย ถึงจะเป็นแบบนี้ก็เถอะ ในหัวผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาซะแล้วสิ ขนาดผมลืมพกโทรศัพท์ยังเป็นขนาดนี้เลย แล้วคนสมัยก่อนที่ไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์จะเป็นยังไงกัน เท่าที่รู้มาเค้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนี่นา อาจจะลำบากนิดหน่อยแต่ก็อยู่ได้ จำได้ว่าพ่อกับแม่เคยเล่าให้ฟังเรื่องตอนที่พ่อจีบแม่ ตอนนั้นไม่มีโทรศัพท์ให้โทรหากันสะดวกเหมือนสมัยนี้ ต่อเจอกันถึงจะได้คุย หรือไม่ก็ส่งจดหมายหากันแทน พ่อยังบอกอีกว่า ถึงมันจะดูเสียเวลาและช้ากว่าปัจจุบันก็ตาม แต่มันก็ได้ความรู้สึกที่ดีมากกว่าการคุยโทรศัพท์จีบกันเหมือนสมัยของผม ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจริงมั้ยเพราะไม่เคยทำแบบที่พ่อทำ แต่ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกอะไรๆได้หน่อยแล้วสิ

 

ไปไหนต่อวะ กูมีเรียนฟากนู่นต่อเนี่ย

อีกสองชั่วโมงกูมีเรียน คงเดินเล่นแถวนี้ละ

 

นี่ถ้าเป็นปกติเวลาผมเรียนเสร็จแฟนก็ต้องโทรมาตามให้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหรือไม่ก็ช็อปปิ้งเป็นเบ๊ โชคดีที่วันนี้ไม่มีโทรศัพท์ให้คุณเธอโทรตาม สบายผมละครับ ได้เดินเล่นอย่างที่อยากเดินเสียที... คำว่าเดินเล่นของผมคงมีความหมายว่าเดินเล่นจริงๆ คือเดินไปเรื่อยเปื่อยไม่แคร์ใคร เจออะไรที่น่าสนใจก็แวะไปดู ดูเสร็จก็ออกมา หลายคนที่เคยเดินกับผมบอกว่าน่าเบื่อ แต่ทำไมผมกลับไม่เคยคิดว่ามันน่าเบื่อเลยสักทีนะ มันสนุกดีออกกับการที่เราได้เดินดูอะไรที่อยู่ทั้งสองฝั่งข้างทาง การละเมียดละไมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ผ่านตัวเราไปมันได้อรรถรสกว่าการเดินไปยังจุดหมายอย่างรีบร้อนโดยที่ต้องทิ้งสิ่งดีๆระหว่างทางไปเสียสิ้น ไม่ใช่เหรอครับ แต่ว่า ปกติแล้วผมมักจะเดินอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะโทรศัพท์จองผมชอบดังขัดจังหวะเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือว่าแฟน ทำไมพวกเขาชอบโทรมาตอนที่ผมเดินเป็นประจำเลยนะ แต่เอ วันนี้ไม่มีโทรศัพท์มากวนใจ ผมกลับรู้สึกตัวเบาๆซะงั้น ดูท่าการเดินเล่นวันนี้จะสนุกกว่าวันที่ผ่านมาซะแล้วสิ

 

50บาทค่ะ

การที่เราได้ลองกินอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยกินเนี่ยก็เป็นอะไรที่สดดีเหมือนกันนะครับ โดยปกติแล้ว คนทั่วไปมักจะซื้อแต่ของที่กินเป็นประจำ พอเจออะไรที่อร่อยหน่อยก็จะซื้อกินแต่แบบนั้นอย่างเดียว อาจจะเป็นเพราะในใจกลัวว่าถ้าซื้ออย่างอื่นแล้วจะไม่อร่อยเท่านี้มั้งครับ ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงที่จะลองกับสิ่งใหม่ น่าเสียดายที่ใครคนนั้นอาจจะต้องพลาดอะไรดีๆไป เพราะไม่แน่นะ บางสิ่งที่ดีกว่าอาจจะรอเราอยู่ที่หลังกำแพงของคำว่ากลัวของเรา ถ้าหากว่าได้ข้ามพ้นกำแพงนี้ไปได้ ผมเชื่อว่าต้องมีอะไรที่ดีกว่ารออยู่แน่นอนครับ นี่มันเป็นการผจญภัยน้อยๆในชีวิตประจำวันของเราได้เลยนะเนี่ย การที่ผมลืมเอาโทรศัพท์มาเหมือนกัน ผมว่ามันก็เหมือนการผจญภัยอีกรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้ การที่เราได้ลองทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยเนี่ย เป็นการผจญภัยไปหมดเลยเนอะ คุณว่ามั้ย

 

จะว่าไป มอคค่าแก้วนี้ไม่อร่อยเอาเสียเลย แต่ก็เอาเถอะครับ จะได้จำไว้ว่าเจ้านี้ไม่อร่อย คราวหลังก็ไม่ต้องซื้อ ไว้ลองกินของร้านอื่นดูละกันเนอะ

 

พี่ครับ ตัวเท่าไหร่ครับ... เอาตัวนึงครับ

การเดินเล่นที่แสนจะเรื่อยเปื่อยของผมก็ทำประโยชน์ได้เหมือนกันนะเนี่ย ใครจะรู้ละครับว่าจู่ๆผมจะได้มาเจอกับแมงกะพรุนสุดน่ารักตัวนี้ ถ้าผมรีบเดินรีบไปเหมือนคนอื่น ผมอาจจะไม่สังเกตเห็นเจ้านี่ก็ได้ นี่ เจ้าแมงกะพรุน นายต้องขอบใจฉันนะที่ไม่รีบเดินผ่านนายไป ทีนี้ละ นายก็ไม่ต้องกองอยู่กับเพื่อนๆนายแล้ว ฉันจะพาไปหาเจ้านายที่เหมาะสมกับนายเอง

 

หูตึงหรือคะคุณเอก คุณแฟนโทรไปก็ไม่เคยรับกันเลยนะ

คิดไว้ไม่มีผิด แล้วคุณแฟนบังเกิดเกล้าก็ว่าผมจริงๆ ยังดีนะครับที่เราทั้งสองเรียนที่เดียวกันตอนเย็น ไม่อย่างนั้นผมคงได้ง้อเธอช้ากว่านี้ ถึงอย่างนั้น ผมก็คิดว่าการคุยโทรศัพท์กับแฟนผมค่อนข้างไร้สาระไปหน่อย นานๆทีจะมีเรื่องที่จำเป็นต้องติดต่อกัน บ่อยครั้งที่เรื่องสนทนาจะเป็นเรื่องของอะไรก็ตามที่แฟนผมไปเจอมา ทั้งเรื่องช็อปปิ้งและเรื่องเม้าท์แตก ตอนนี้ผมเลยเกิดคำถามขึ้นมาอีกแล้วสิครับ สรุปว่าการมีโทรศัพท์เนี่ย มันดีหรือไม่ดีกันแน่

 

ลืมเอาโทรศัพท์มาจ๊ะ อ๊ะ นี่ ไปเจอมาเลยซื้อมาฝาก

พูดอย่างยิ้มๆเรียกกำลังใจ แต่ดูท่าเจ้าแมงกะพรุนตัวนี้จะทำงานได้ดีเหลือเกิน แฟนผมที่ทำหน้าบึ้งตอนแรกกลับยิ้มออกมาได้แล้ว น่ารักเหมือนกันนะเนี่ยแฟนเรา แล้วนี่ลืมงอนเรื่องไม่รับสายแล้วเหรอครับ ฮะๆ ผู้หญิงเนี่ยอารมณ์แปรปรวนดีจริงๆเนอะ

 

ขอบคุณค่ะ

ครับ รอยยิ้มที่แสดงออกมาก็บอกผมได้แล้วละว่าขอบคุณ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณการลืมโทรศัพท์ของผมเหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมอาจจะไม่เจอมอคค่าห่วยๆของร้านนั้น ไม่เจอเจ้าแมงกะพรุนตัวจิ๋วนี้ แล้วก็อาจจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของผู้หญิงคนนี้ โชคดีหรือเปล่าน้อ ที่ไม่ได้เอาโทรศัพท์มา เอาเป็นว่า วันนี้ก็เป็นวันที่ดีวันหนึ่งสำหรับผมละกัน เนอะ

 

------------

 

ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่อง ตราตรึง ที่เคยขึ้นฮอทโพสเมื่อหลายวันก่อน เลยเกิดอาการอยากเขียนดูมั่ง เรื่องนี้เอามาจากชีวิตจริงเลยนะครับ ถ้าดีไม่ดียังไง็แนะนำด้วยนะครับ^ ^

Comment

Comment:

Tweet

#5 By นน (58.10.152.56) on 2010-02-02 16:06

เขียนได้ดีค่ะ พยายามต่อไปนะคะ

เราก็เคยเป็นเหมือนกัน โรคทิ้งมือถือให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านน่ะ จนใครๆก็รู้กิตติศัพท์กันหมด จนตอนหลังต้องพกตลอด

บางที...เราก็อยากจะไม่มีมือถือนะ วันไหนที่ไม่ได้เอามือถือไป ไม่มีคนโทรตาม มันเป็นวันที่สงบดีจริงๆ แต่ถ้าเกิดเราจำเป็นต้องติดต่อใครจริงๆอันนัเนก็ซวยไปsad smile บางทีการอยู่แบบไม่มีเทคโนโลยีก็ดีออก เราเคยลองติดต่อเพื่อนๆโดยใช้แต่จดหมาย มันให้ความรู้สึกที่พิเศษมากๆ มากกว่าการคุยโทรศัพท์หรือทักทายทางhi5เยอะ ถึงแม้ว่าเรื่องที่เขียนไปอาจจะไม่มีสาระอะไรมากนัก แต่...เรารู้สึกว่าเวลาส่งไปหรือได้รับมา...มันมีความจริงใจอยู่ในนั้น

ว่างๆ เรามาลองลืมมือถือกันดีมั๊ยคะquestion

#4 By mzither(look chin pla) on 2009-07-12 17:05

จากเรื่อง "ตราตรึง"
เหตุผลที่บทสนทนาไม่ค่อยสมจริง
เพราะตัวละครทั้งสองเพิ่งสร้างมิตรภาพให้กันค่ะ

พล็อตเรื่องขาดความ "หนักแน่น" อยู่นะคะ
บางช่วงของการบรรยายเยิ่นเย้อไปนิด
บทสนทนาบางจุดก็ยังขาดความสมจริง

เช่น...ลืม'ศัพท์
ตามธรรมชาติภาษาพูดน่าจะเป็น "ลืมโท'ศัพท์" มากกว่าค่ะ

,,

ดีใจจัง...
ที่เรื่องสั้นของเราเป็นแรงบันดาลใจ
เป็นกำลังใจให้พยายามต่อไปนะคะ
นานๆไม่มีมือถือทีก๋ตื่นเต้นไปอีกแบบ confused smile

#2 By Meowzilla Zilla on 2009-07-05 11:03

ไม่มีมือถือนี่ติดต่อกับพ่อแม่ยากลำบากมาก
ไม่ก็ขอยืมมือถือเพื่อนเอา 555
แต่ถ้าไม่มีมือถือก็ใช้นัดเวลาเอา
(ยังไงก็ไม่ค่อยมีเพื่อนโทรเข้ามาอยู่แล้ว)
เปิดใจรับกับสิ่งใหม่ๆเนอะ
อ่านเพลิน ให้หลายๆแง่คิดดีค่ะbig smileHot!